เทอดเกียรติ บุญเที่ยง บัณฑิตใหม่ป้ายแดงผู้พิการทางสายตา แห่งคณะวิทยาศาสตร์ฯ ม.ธรรมศาสตร์

 
 

"ชีวิตทุกคนไม่ได้เรียบง่าย ขอแค่ไม่ย่อท้อกับอุปสรรค"

เทอดเกียรติ บุญเที่ยง (แก๊ป) ผู้พิการตาบอด เยาวชนผู้เคยเข้าร่วมค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กตาบอดกับ NECTEC กลายเป็นบัณฑิตจบใหม่ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ ๕ เช้าข่าวใหญ่ ออกอากาศวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗

คณะที่จบมาเรียนเกี่ยวกับอะไร

ผมเรียนจบภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่ก็จะเรียนคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมภาษาซี ภาษา Java ที่เลือกเรียนสาขานี้เพราะคิดว่าใช้สายตาน้อยที่สุด เพราะว่าถ้าเราไปเรียนพวกเคมี ชีววิทยา มันจะต้องใช้ตาเยอะไปหน่อยครับ

ความชอบของเราเริ่มมาจากไหน

ผมเริ่มชอบเรียนวิทยาศาสตร์ วิชาคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายครับ ผมชอบเรียนคณิตศาสตร์ เรียนวิชาเลขแล้วรู้สึกว่ามันสนุก เพราะว่ามันไม่ต้องใช้การวิเคราะห์อะไรมากมาย คือสนุกแต่พอเรียนไปนานๆ เข้า ก็รู้สึกว่ามันทำให้เป็นทุกข์อยู่เหมือนกันครับ ผมเริ่มสนใจวิชาเหล่านี้มาโดยตลอดครับ

แล้วเป็นไงมาไงมาต่อยอดทางนี้

เริ่มจากตอน ม. ๓ ผมได้เข้าร่วมค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กตาบอด ซึ่งทางศูนย์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริขององค์สมพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่านักเรียนที่ตาบอดก็สามารถเรียนวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกับเด็กปกติ ซึ่งหลังจากค่ายครั้งนั้น ทางโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่ผมเรียนอยู่ก็ได้เปิดโอกาสให้ผมได้เข้าเรียนต่อในสายวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อผมจบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีโครงการรับเด็กพิการที่มีความสามารถเรียนได้ ก็เปิดโอกาสให้ผมได้สอบเข้าไปเรียนที่นั่นได้ครับ

การเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีความยากขนาดไหน และเราต้องเตรียมตัวเรื่องการเรียนอย่างไรบ้าง

การที่เราเรียนคอมพิวเตอร์แล้วต้องเจอกับ Code จำนวนมากก็ว่ายากแล้ว ช่วงหลังพอต้องเจอกับรูปภาพจำนวนมาก ไดอะแกรม มันก็ยิ่งยากหนักเข้าไปใหญ่เลยครับ อย่างแรกเราก็ต้องพยายามหาเพื่อนรอบข้างไว้สอบถามเวลาเรียนในห้องเรียน เพื่อจะได้สอบถามว่าอาจารย์เขาขึ้นสไลด์อะไรบ้างบนกระดาน ช่วงหลังก็จะมีคนที่ทำหน้าที่รีดเดอร์ (Reader) มาช่วยอ่านหนังสือให้ฟัง บางครั้งการจะอธิบายรูปภาพต่างๆ ต้องถึงขั้นจับมือกันและค่อยๆ วาดบนโต๊ะไปทีละภาพๆ ให้เข้าใจให้ได้ คือทุกคนก็ช่วยเราหมดครับ แม้แต่อาจารย์ท่านก็ช่วยสละเวลาช่วงเย็นมากติวให้ครับ

ความที่ร่างกายเราไม่เหมือนคนอื่น เราเคยท้อ น้อยใจหรือหมดกำลังใจบ้างหรือไหม และรับมืออย่างไรครับ

ก็มีบ้างครับ เช่นในช่วงที่เราเรียนไม่ทัน มันก็รู้สึกเบื่อมาก เราอยากจะอ่านหนังสือเองบ้างก็ทำไม่ได้ แต่ในเมื่อเรามองไม่เห็นก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องรับสภาพและพยายามทำให้มันตามเพื่อนให้ทันให้ได้
เราก็ต้องหาแรงกระตุ้นบ้างครับ เวลาเบื่อๆ เครียดจากการเรียน เราก็ไปทำกิจกรรม ทำโน่นทำนี่บ้าง อย่างเช่น ไปเล่นฟุตบอลในรายการเอเชี่ยนพาราเกมส์ที่พม่า ตอนแรกไม่ได้กะจะติดทีมชาติ เพราะเราไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นครับ แต่เราชอบเล่นกีฬา ชอบใช้กำลังตั้งแต่เด็กครับ อยู่ชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ที่ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และร้องเพลงในชมรม TU-Chorus อะไรอย่างนี้ครับ

ท้ายสุดนี้ ในฐานะที่เราเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมาขนาดนี้ เราอยากอะไรฝากถึงเด็ก เยาวชนคนอื่นๆ บ้าง

ก่อนอื่น ผมอยากจะขอบคุณ พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนๆ ทุกคน รวมถึงโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพที่ช่วยเหลือตั้งแต่ผมเด็กๆ โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ผมนะครับ
ก็อยากจะฝากว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้เรียบง่ายครับ ทางที่เราเดินไปก็ขอให้เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา เพราะว่าบางทีเส้นชัยมันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องไปถึงให้ได้สักทีเดียว เราต้องการประสบการณ์มากกว่าครับ ก็อยากให้ทุกคนสู้ๆ นะครับ

ทุกคนสามารถทำได้ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ.

(ถอดบทสัมภาษณ์จากรายการ ๕ เช้าข่าวใหญ่ ออกอากาศวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗)