ความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ - CMS ภายใต้ความร่วมมือไทย กับ “เซิร์น” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

       14 กรกฎาคม 2555 : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธานในการลงนามความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ CMS ณ วังสระปทุม

        จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงนามเป็นสมาชิกลุ่มวิจัยสถานีตรวจวัดอนุภาคขอ “เซิร์น” และเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ได้สิทธิเข้าถึงข้อมูลเพื่อร่วมวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค และมีโอกาสมีส่วนร่วมในการค้นพบครั้งสำคัญ

        ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการโครงการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเซิร์น (CERN) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ กับกลุ่มการทดลองซีเอ็มเอส (CMS) ภายใต้องค์กรแห่งยุโรปเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์ (The European Oganization for Nuclear Research) หรือเซิร์น เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2555 ณ วังสระปทุมโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประทานในพิธีลงนามดังกล่าว

      ข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ศ.ดร.ไพรัชกล่าวว่าสืบเนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนเซิร์นถึง 4 ครั้ง และทรงมีพระราชดำริสนับสนุนให้นักวิจัยไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมวิจัยในโครงการของเซิร์น ครั้งแรกคือเมื่อปี 2543 ซึ่งเซิร์นยังไม่มีเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ครั้งที่ 2 ในปี 2546 ครั้งที่ 3 ในปี 2552 ซึ่งเซิร์นกำลังติดตั้งสถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส และครั้งที่ 4 เมื่อปี 2553 ซึ่งเซิร์นได้เดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีแล้ว

       ในการเสด็จเยือนครั้งที่ 3 นั้นได้มีการลงนามในเอกสารแสดงเจตจำนงที่จะมีความร่วมมือกัน (Expression of Interest) หรืออีโอไอ (EOI) ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และกลุ่มวิจัยสถานีตรวจวัดซีเอ็มเอส เพื่อแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยร่วมกับเซิร์น และเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2553 เซิร์นได้ลงนามกับ 13 หน่วยงานวิทยาศาสตร์ของไทยเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามพระราชดำริ

       การลงนามทั้ง 2 ครั้งทำให้เกิด 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการคัดเลือกนักศึกษาและครูฟิสิกส์เพื่อร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อนของเซิร์น 2.โครงการเซิร์นสคูลไทยแลนด์ (CERN School Thailand) และโครงการบรรยายเชิงปฏิบัติการด้านฟิสิกส์อนุภาค (Thailand Experimental Particle Physics Novice) 3.โครงการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลแบบกริดร่วมกัน (National e-Science Infrastructure) และ 4.โครงการส่งเสริมให้การทำวิจัยร่วมกับเซิร์น ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้การรับรองเป็นสมาชิกประจำของสถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอสเมื่อเดือน มิ.ย.55 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส (ATLAS)

       ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า การเข้าเป็นสมาชิกของซีเอ็มเอสนี้ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีความร่วมมือกับเซิร์นโดยตรง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านฟิสิกส์อนุภาคของไทยกับซีเอ็มเอส และเปิดโอกาสให้นักวิจัยเข้าถึงข้อมูลการทดลองของซีเอ็มเอสและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสาะหาฟิสิกส์ใหม่ๆ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบใหม่ๆ ที่สำคัญ เช่น การยืนยันการมีอยู่ของอนุภาคฮิกก์ส (Higgs) การมีอยู่ของอนุภาคสมมาตรยิ่งยวด การศึกษาสสารมืดและพลังงานมืด เป็นต้น

      การเข้าเป็นสมาชิกประจำของ CMS ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิทยาศาสตร์ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 15.6 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2555- 2558 เพื่อสนับสนุนการเป็นสมาชิกประจำของ CMS สำหรับภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (8.6 ล้านบาท) และดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการประมวลผลแบบกริดร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ในการจัดตั้งเป็น CMS Tier-2 Data Center (7 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลผลการ ทดลองจาก CMS และงานวิจัยเชิงคำนวณด้านต่าง ๆของนักวิจัยในประเทศไทย

      การเข้าเป็นสมาชิกประจำของ CMS จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ในภูมิภาคอาเซียนที่มีความร่วมมือกับเซิร์นโดยตรงและมีสถานภาพเป็น CMS Full Membership ซึ่งเป็นการยกระดับความร่วมมือวิจัยกับ CMS ในเชิงวิชาการให้แน่นแฟ้น มากขึ้น เปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลการทดลองของ CMS วิเคราะห์ข้อมูลผลการทดลอง เพื่อเสาะหาฟิสิกส์ใหม่ ๆ ในระดับพลังงานเทระอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งจะทำให้ นักวิจัยจากประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบใหม่ ๆ ที่สำคัญ เช่น การมีอยู่ของอนุภาคฮิกส์ การมีอยู่ของอนุภาคสมมาตรยวดยิ่ง เป็นต้น และจะมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในนามของ ประเทศไทย ร่วมกับ CMS นับร้อยฉบับ นอกเหนือจากการได้องค์ความรู้ใหม่ทางด้านฟิสิกส์อนุภาคแล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้เสนอที่จะเข้าร่วมศึกษาและพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องตรวจวัดอนุภาค pixel detector ในสภาพการทำงานที่ระดับพลังงาน สูงสุดของเครื่องเร่งอนุภาค LHC ซึ่งจะเริ่มทำการทดลองในระดับพลังงานสูงสุดนี้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

      ปัจจุบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีความพร้อมและศักยภาพในการพัฒนางานวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคของประเทศ มีนักวิจัยที่มีความรู้และประสบการณ์ ด้านฟิสิกส์อนุภาคทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงการทดลอง มีนักวิจัยในระดับหลังปริญญาเอก มีแผนในการเพิ่มบุคลากรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค ในอีก 4 ปี ข้างหน้าได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านการผลิตบัณฑิต และผลงานวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์และมีเป้าหมายในการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้านฟิสิกส์อนุภาคในภูมิภาคอาเซียน ภายในระยะเวลา 10 ปี

      ดร.บุรินทร์อัศวพิภพ นักฟิสิกส์อนุภาค จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หากไม่มีความร่วมมือครั้งนี้ ไทยเราคงได้แต่ติดตามข่าวสารการวิจัยของเซิร์น และไม่ได้เข้าร่วมในการศึกษา ซึ่งการเข้าถึงของข้อมูลเซิร์นแบ่งเป็นหลายระดับ โดยข้อมูลที่เซิร์นจัดเป็นข้อมูลเทียร์-0 (tier-0) จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยังเทียร์-1 ซึ่งอยู่ประมาณ 6-7 แห่ง โดยศูนย์ข้อมูลที่ใกล้ไทยมาที่สุดคือไต้หวัน จากนั้นข้อมูลไปผ่านกระบวนการจะถูกส่งไปยังเทียร์-2 ที่มีอยู่ประมาณ 60-70 แห่ง ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้มาสร้างแบบจำลองทางฟิสิกส์

       "น่าเสียดายที่เราได้เข้าร่วมช้าไปเลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการค้นพบอนุภาค “ว่าที่ฮิกก์ส” ที่เซิร์นเพิ่งประกาศไป” ดร.บุรินทร์กล่าว    
 

ข้อมูลเพิ่มเติม 
       เว็บไซต์ : 1. โครงการความร่วมมือไทย-เซิร์น คลิกที่นี่
                            2.  Facebook  โครงการความร่วมมือไทยเซิร์น คลิกที่นี่
       ภาพกิจกรรม : -
       วีดิโอ : -
 
ติดต่อได้ที่ 
        ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ 02 218 7550