ยกระดับการวิจัยฟิสิกส์ไทย สวทช. จุฬาฯ ม.สุรนารี จับมือ CERN เข้าร่วมเครือข่ายวิจัยฟิสิกส์ระดับโลกเป็นแห่งแรกในอาเซียน หวังใช้ประสบการณ์มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยประเทศ

      10 ตุลาคม 2556 :  สำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. )  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และองค์การวิจัยนิวเคลียร์ ยุโรป (European Organization for Nuclear Research) หรือเรียกชื่ออย่างสั้นว่า เซิร์น (CERN) ลง นามความร่วมมือติดตั้งและใช้งานเครือข่ายกริดคอมพิวเตอร์ (Worldwide LHC Computing Grid: WLCG)  โดยร่วมดำเนินการศูนย์ระดับ 2 ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์แรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ทำ หน้าที่สำรองข้อมูล เพื่อใช้งานในภูมิภาค

        ความร่วมมือระหว่างไทยกับเซิร์น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน เยือนเซิร์นทั้งหมด 4 ครั้ง และได้มีพระราชดำริให้หน่วยงานของไทยศึกษาความเป็นไปได้ในการ สร้างความร่วมมือกับเซิร์น เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยของไทยได้มีโอกาสเรียนรู้จากหน่วยงาน วิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงภาย ในประเทศต่อไป ซึ่งในเบื้องต้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับสนองพระราชดำริ โดยมีการลงนามในเอกสารแสดงเจตจำนงที่จะมีความร่วมมือกัน (Expression of Interest : EOI) ระหว่างหน่วยงานของไทยคือสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ใน สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยวิจัย CMS ของเซิร์น  โดยมีจุดประสงค์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการส่งนักศึกษาและครูฟิสิกส์ไทยไปร่วมโครงการภาคฤดูร้อนเซิร์น รวม ทั้งสนับสนุนให้นักฟิสิกส์จากประเทศไทยเข้าร่วมทำงานวิจัยในโครงการของเซิร์น

       ภายหลังจากการลงนาม EOI สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและ วิจัยกับเซิร์น โดยมีสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และสวทช. เป็นเลขานุการร่วม เพื่อดำเนินการ กำหนดนโยบายในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือไทย-เซิร์น ซึ่งได้มีการจัดทำกิจกรรมต่างๆ มาเป็นลำดับ ตั้งแต่โครงการคัดเลือกนักศึกษาและครูฟิสิกส์ภาคฤดูร้อนเซิร์น, โครงการ CERN School Thailand, โครงการเครือข่ายกริดคอมพิวติ้ง ซึ่งเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือฯ ในวันนี้  ทั้งนี้ การลงนามความร่วมมือฯ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ ผ่านมา โดยการเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายพีรพันธ์ พาลุสุข) ซึ่งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าว

        ศ.ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ ปรึกษาอาวุโส สวทช. และรองประธานกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับเซิร์น ว่า เป็นการเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ไทย ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยขั้นสูง โดยใช้เครื่องมือขนาด ใหญ่ที่ใช้การลงทุนสูงอย่างเครื่องเร่งอนุภาค LHC ของเซิร์น  เป้าหมายหลักของเซิร์นจะเป็น การวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นการค้นหาความรู้ที่มีความท้าทาย และสำคัญอย่างยิ่งในด้าน วิชาการ ทั้งนี้ การพัฒนาเครื่องมือในการทดลองที่มีขีดความสามารถสูง ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ๆ ในปัจจุบัน  ซึ่งเซิร์นได้ริเริ่มค้นคว้าไว้นานแล้ว เช่น HTML ที่ใช้ในเว็บไซต์ ต่างๆ แม้แต่หน้าจอสัมผัสแบบ capacitive ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือในขณะนี้ เซิร์นก็ได้เริ่มพัฒนามา ตั้งแต่ พ.ศ. 2513  เทคโนโลยีสำคัญของเซิร์น คือ เครื่องเร่งอนุภาค และตัวตรวจวัด (หรือ เซ็นเซอร์) ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการการแพทย์ในการรักษาโรคโดยใช้ลำอนุภาคโปรตรอน และการวินิจฉัยโรคด้วยเครื่อง PET Scan จึงนับเป็นความโชคดีของวงการวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับพระ มหากรุณาธิคุณ อันก่อเกิดความร่วมมือนี้ขึ้น

          Prof.Rolf Dieter Heuer, ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด (Director General) ของเซิร์น กล่าวว่า โครงการของเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์ อนุภาคพลังงานสูงชั้นนำระดับโลก เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา ของหลายประเทศ ทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) มีนโยบายที่จะสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยในประเทศแถบอาซียน พร้อมทั้ง เปิดโอกาสให้นักวิจัยต่างๆ ได้มีความร่วมมือในการศึกษาหาข้อมูล และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลก มีงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อเป็นการช่วยเหลือมนุษยชาติต่อไป

         ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. ) กล่าวว่า สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนค เทค ได้ร่วมมือในการติดตั้งและใช้งานเครือข่ายกริดคอมพิวเตอร์  ที่เรียกว่า Worldwide LHC Computing Grid หรือ WLCG   โดยได้ดำเนินการร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ สมาชิกเครือข่าย WLCG ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งนี้ เครือข่าย WLCG เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกริดคอมพิวติ้ง ที่สามารถทำงานได้จริงและมีขีด ความสามารถในการประมวลผลสูงอย่างยิ่ง ในด้านจำนวนหน่วยประมวลผล ความจุข้อมูล และความ เร็วในการรับส่งข้อมูล เครือข่ายนี้ออกแบบมาเพื่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคโดยเฉพาะ ประกอบด้วย ศูนย์คอมพิวเตอร์หลายแห่ง โดยแบ่งการทำงานเป็น 4 ระดับ คือ ศูนย์ระดับศูนย์ เป็นเครื่อง คอมพิวเตอร์ของเซิร์น ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยตรงจากการทดลองแล้วส่งต่อให้กับศูนย์ระดับหนึ่ง ซึ่ง มีจำนวน 11 แห่ง ใน 10 ประเทศ ศูนย์ระดับสองทำหน้าที่สำรองข้อมูลจากศูนย์ระดับหนึ่ง เพื่อใช้ใน งานในภูมิภาคต่างๆ มีจำนวนประมาณ 140 แห่งใน 40 ประเทศ และศูนย์ระดับสุดท้ายคือศูนย์ระดับ สามซึ่งเป็นศูนย์สำหรับใช้งานการวิจัยในแต่ละภูมิภาค สำหรับประเทศไทยอยู่ในศูนย์ระดับสองและ เป็นศูนย์แรกในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นความร่วมมือของ 3 หน่วยงานที่กล่าวถึงข้างต้น  

       ดร.ทวีศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความร่วมมือดังกล่าวฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้ง ด้านทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และความรู้ความสามารถของทีมงาน ในระยะเวลา หลายเดือนที่ผ่านมาทั้งสามหน่วยงานได้ทำงานร่วมกับเซิร์นและสมาชิกของ WLCG ในหลาย ประเทศทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และ เอเซีย เพื่อเรียนรู้การติดตั้งซอฟต์แวร์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ หน่วยงานในประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นผู้ดูแลเครือข่าย คอมพิวเตอร์สำหรับสถาบันการศึกษา ได้ให้ความช่วยเหลือประสานงานกับผู้ดูแลเครือข่ายอินเทอร์ เน็ตระหว่างประเทศ ด้วยความร่วมมือของทุกๆ ฝ่าย ทำให้วันนี้มีความพร้อมในการเข้าร่วมเครือข่าย WLCG ซึ่งสิ่งที่ได้จากการทำงานร่วมกับ WLCG สามารถนำมาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ทั้งในด้านเทคนิค และการบริหารงานเพื่อทำให้นักวิจัยมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูงในการผลิต งานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ

        ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินความร่วม มือทางวิชาการและวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงกับเซิร์น โดยได้เข้าเป็นสมาชิกของ The Compact Muon Solenoid Collaboration หรือ CMS เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 ทำให้ประเทศ ไทยเป็นประเทศแรก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มี ความร่วมมือกับเซิร์น โดยตรง นักฟิสิกส์ไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลการทดลองของ CMS และร่วม วิเคราะห์ข้อมูลผลการทดลองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนุภาคฮิกส์และฟิสิกส์ใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่การค้น พบที่ยิ่งใหญ่ต่อไป นอกเหนือจากงานวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคกับเซิร์น แล้ว เครือข่ายกริดคอมพิวเตอร์ ที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมายังสนับสนุนงานด้านการคำนวณขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์แก่นักวิจัยในประเทศ ไทยอีกด้วย อาทิ การบริหารจัดการน้ำ การจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาการและ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับงานวิจัยระดับชาติและระดับนานาชาติให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐาน เป็น “เสาหลักแห่งแผ่นดิน” ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

        ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)กล่าว ว่า ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยในส่วนของ มทส. กับ ALICE ของเซิร์น เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 โดยได้ทำวิจัยทางด้านเทคโนโลยีกริดของ ALICE และเข้าร่วมโครงการปรับปรุงระบบติดตาม ทางเดินภายในของ ALICE ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของระบบเซ็นเซอร์ งานวิจัยที่ได้เริ่มไว้มีความก้าวหน้าตามลำดับ โดยมหาวิทยาลัยได้ให้การสนับสนุนการทำวิจัยอย่างต่อ เนื่อง ทำให้ได้รับการยอมรับจาก  ALICE นำไปสู่การลงนามความร่วมมือระหว่าง มทส. และ ALICE  และจากความร่วมมือดังกล่าว ในช่วงต้นปี 2556ได้ขยายผลงานวิจัยด้านวิชาการออก ไปสู่หน่วยงานวิจัยอื่นๆ ภายในประเทศ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Microelectronics Center) ที่ทำการศึกษาสมบัติของเวเฟอร์ที่จะนำมาใช้ผลิตเซ็นเซอร์ สถาบันวิจัย แสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่กำลังออกแบบและพัฒนาระบบวัดสมบัติทางไฟฟ้าของ เซ็นเซอร์ต้นแบบ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในการการ จัดตั้งศูนย์คำนวณแบบกริดที่มทส.  โดยสรุปแล้วถือว่าความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ ALICE ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยมทส. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับห้องปฏิบัติการไอออนหนักที่ เซิร์น ทั้งทางด้านการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการวิเคราะห์ผลทางด้านฟิสิกส์ การมีความร่วม มือกับองค์การวิจัยชั้นนำระดับโลกเช่นนี้จะช่วยเสริมศักยภาพงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นต่อไป
 
 

ข้อมูลเพิ่มเติม 
       เว็บไซต์ : 1. NATIONAL E-SCIENCE INFRASTRUCTURE CONSORTIUM คลิกที่นี่
                           2.  National e-Science Infrastructure Consortium  คลิกที่นี่
       ภาพกิจกรรม : -
       วีดิโอ : -
 
ติดต่อได้ที่ 
        1. ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย               
โทรศัพท์ 02 218 7550
        2. ห้องปฏิบัติการวิจัยการจำลองขนาดใหญ่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2276